ขบคิด...ก่อนขบเคี้ยว

posted on 04 Dec 2009 22:42 by orange1431 in healths

จากการสำรวจคุณภาพของอาหารขบเคี้ยวที่รายงานโดยวารสาร “ฉลาดซื้อ สื่อผู้บริโภค” พบว่าอาหารขบเคี้ยวประกอบด้วยไขมันและคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ โปรตีนมีเป็นส่วนน้อย และจากการวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยโภชนาการพบว่าผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบก็ยังมีคาร์โบไฮเดรตและไขมันสูง เช่น

ข้าวเกรียบปลาหมึก มีโปรตีน 12 % ไขมัน 43 % และคาร์โบไฮเดรต 44 %
ถั่วอบกรอบ      มีโปรตีน 13 % ไขมัน 41 % และคาร์โบไฮเดรต 47 %

จะเห็นว่าทั้งๆ ที่มีเนื้อสัตว์และถั่วซึ่งเป็นแหล่งของโปรตีนอยู่ด้วย ปริมาณไขมันก็ยังสูง ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของพลังงาน ซึ่งมาตรฐานที่คนทั่วไปควรได้รับคือ 30 เปอร์เซ็นต์ของพลังงาน ขนมขบเคี้ยวอื่นๆ ก็ให้สารอาหารไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก ทั้งผู้ใหญ่และเด็กขณะพักผ่อนหรือนั่งดูทีวี นอกจากขบเคี้ยวขนมแล้วยังมีเครื่องดื่มที่คัดสรรมาตามความชอบรวมอยู่ด้วย แต่ละชนิดมีน้ำตาลแฝงอยู่จำนวนมาก

จากการสำรวจของสำนักงานสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสว.) พบเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่

    1. ชานมหรือชาเย็น ขนาด 500 มิลลิลิตร มีน้ำตาล 31.25 ช้อนชา
    2. ชาเขียวผสมนม 250 มิลลิลิตร มีน้ำตาล 26.3 ช้อนชา
    3. ชาเขียวรสน้ำผึ้ง 250 มิลลิลิตร มีน้ำตาล 25 ช้อนชา
    4. ชาดำเย็น 350 มิลลิลิตร มีน้ำตาล 15.3 ช้อนชา
    5. รูทเบียร์ 1 กระป๋อง มีน้ำตาล 15.3 ช้อนชา
    6. น้ำอัดลมไม่มีสี 1 กระป๋อง มีน้ำตาล 11.4 ช้อนชา
    7. น้ำอัดลมหลากสี 1 กระป๋อง มีน้ำตาล 11.4 ช้อนชา
    8. น้ำอัดลมรสส้ม 1 กระป๋อง มีน้ำตาล 9.5 ช้อนชา

    ปริมาณน้ำตาลที่เด็กควรได้รับประมาณ 4 ช้อนชาต่อวัน  และผู้ใหญ่ประมาณ 6 ช้อนชาต่อวัน เมื่อกินขนมขบเคี้ยวควบคู่กับเครื่องดื่มบางชนิดจึงทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และสร้างพฤติกรรมการกินที่ผิดๆ จนเกิดเป็นนิสัย สิ่งที่ปรากฎคือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นทีละน้อย กว่าจะรู้สึกตัวก็ต้องเปลี่ยนขนาดของเสื้อผ้า หรืออาจเริ่มมีอาการเจ็บป่วยตามมา

Comment

Comment:

Tweet